บาร์โค้ด 2 มิติ คืออะไร

posted on 21 Jun 2010 10:09 by achara-rs
ตามปกติแล้วการใช้งานบาร์โค้ดสองมิติ หรือคิวอาร์โค้ด จะเห็นอยู่ในโทรศัพท์มือถือรุ่นแพง ๆ แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ราคาก็ย่อมถูกลง การใช้งานบาร์โค้ดสองมิติจึงเริ่มถูกนำมาใส่ไว้ในโทรศัพท์มือถือราคาย่อมเยา
 
บาร์โค้ดสองมิติหรือคิวอาร์โค้ด จะมีรูปร่างหน้าตาอยู่ในบล็อกสี่เหลี่ยมสีขาวดำสลับกันดูแล้วยึกยือ ๆ ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมมากในประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป จะเห็นอยู่ บนสินค้า ป้ายโฆษณา หนังสือ แม้กระทั่งนามบัตร บาร์โค้ดสองมิติจะซ่อนความหมาย รายละเอียดที่ต้องการแสดงเอาไว้ ผู้ประกอบการบางรายก็จะทำลิงก์ไว้ภายในบาร์โค้ดสองมิติให้เราเข้าเว็บไซต์ของบริษัทได้ทันที
 
คิวอาร์โค้ด คือบาร์โค้ดอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถเก็บข้อมูลได้ แต่จะมีลูกเล่นมากกว่า  เข้าถึงข้อมูลได้เร็วและง่ายกว่าบาร์โค้ดแบบแท่ง ๆ ที่เราคุ้นเคย คิวอาร์โค้ดถูกคิดค้นในปี ค.ศ. 1994 โดยบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นชื่อ เดนโซ-เวฟ 
    
วิธีใช้งานบาร์โค้ดสองมิติหรือคิวอาร์โค้ด ต้องใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ แค่เอากล้องที่อยู่บนมือถือไปสแกนบน บาร์โค้ด รอแป๊บเดียวเครื่องจะอ่านบาร์โค้ดสีดำมาเป็นตัวหนังสือที่ผู้ทำคิวอาร์โค้ดต้องการสื่อถึงลูกค้าหรือผู้สแกนได้รับรู้
    
โทรศัพท์มือถือที่จะสแกนได้ต้องมีสัญลักษณ์คิวอาร์โค้ดอยู่ภายในตัวเครื่อง จึงจะสามารถอ่านข้อมูลภายในบาร์โค้ดแบบนี้ได้ วิธีการก็เข้าไปที่ระบบปฏิบัติการบนมือถือ แล้วมองหาบาร์โค้ดรูปสี่เหลี่ยมสีดำ-ขาวเหมือนในรูป
 
ภายในคิวอาร์โค้ด จะมีข้อมูลมากมายเช่น รายละเอียดสินค้า โปรโมชั่น สถานที่ตั้งของบริษัท ร้านค้า เว็บ ไซต์ เบอร์โทรศัพท์ หากอยู่บนนามบัตร เจ้าของนามบัตรก็จะใส่ทั้งชื่อ อีเมล หมายโทรศัพท์ ฯลฯ บางครั้งใช้บาร์โค้ดสองมิติส่งเป็นสื่อบอกความในใจได้เหมือนกัน แค่พิมพ์บาร์โค้ดสองมิติลงบนการ์ด ฝ่ายผู้รับการ์ดก็แค่เอามือถือที่มีกล้องมา สแกนแค่นี้ก็รู้แล้ว
 
เราสามารถทำบาร์โค้ดสองมิติได้เอง ลองเข้าไปที่เว็บไซต์ http://qrcode.kaywa. com ดาวน์โหลดโปรแกรมมา สร้างคิวอาร์โค้ดเอง ไม่เสียตังค์ค่ะ
 
โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุด ราคาไม่แพงแต่สามารถ สแกนคิวอาร์โค้ดได้ก็คือ เวลคอม รุ่นดับเบิลยู 9002 นอกจากฟังก์ชั่นใช้งานโทรศัพท์แล้ว จีพีเอส มัลติมีเดีย มีกล้อง 2 ล้านพิกเซล รองรับไฟล์เพลงเอ็มพี 3 และเอ็มพี 4 แล้วยัง มีคุณสมบัติสแกนคิวอาร์โค้ด  หรืออ่านบาร์โค้ดสองมิติได้ ถือเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ที่อยู่ในมือถือรุ่นนี้
 
ในเมืองไทยการใช้งานบาร์โค้ดสองมิติ ยังมีน้อยมาก แต่หากเจอก็ลองเอามือถือรุ่นที่สแกนได้ไปอ่านบาร์โค้ดแล้วจะได้เห็นข้อความสนุก ๆ ถอดรหัสภาษาแบบใหม่ ๆ เดี๋ยวลองส่งบาร์โค้ดแบบนี้ไปให้คนข้าง ๆ สิ  อาจจะเห็นเค้ายิ้มก็ได้นะ.

 

ที่มา  เดลินิวส์

Social Network คืออะไร

posted on 24 May 2010 22:54 by achara-rs

Social Network คืออะไร

Social Network คือการที่ผู้คนสามารถทำความรู้จัก และเชื่อมโยงกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง หากเป็นเว็บไซต์ที่เรียกว่าเป็น เว็บ Social Network ก็คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกันนั่นเอง ตัวอย่างของเว็บประเภทที่เป็น Social Network เช่น Digg.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เรียกได้ว่าเป็น Social Bookmark ที่ได้รับความนิยมอีกแห่งหนึ่ง และเหมาะมาก ที่จะนำมาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยในเว็บไซต์ Digg นี้ ผู้คนจะช่วยกันแนะนำ url ที่น่าสนใจเข้ามาในเว็บ และผู้อ่านก็จะมาช่วยกันให้คะแนน url หรือข่าวนั้น ๆ เป็นต้น


ภาพประกอบโดย mandymaarten

สำหรับตัวอย่าง Social Network อื่น ๆ เช่น Hi5 หรือว่า Facebook ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น social network เต็มรูปแบบอีกอย่างหนึ่ง ที่ให้ผู้คนได้มามีพื้นที่ ได้ทำความรู้จักกันโดยเลือกได้ว่า ต้องการทำความรู้จักกับใคร หรือเป็นเพื่อนกับใคร 

        เมื่อหันมามองเว็บไซต์ไทย ๆ กันดูบ้าง หากมองว่าเว็บไซต์ Social Network ในไทย จะมีเว็บไหนได้บ้าง ลองดูเว็บไซต์ Social Network ที่มีความชัดเจนในเนื้อหาเฉพาะด้าน เช่น Social Network เรื่องท่องเที่ยว อย่างเว็บไซต์ odoza (โอโดซ่า) ที่ให้คนที่ชื่นชอบในเรื่องท่องเที่ยว ได้มาทำความรู้จักกัน ได้มีพื้นที่ให้ share รูป ภาพ หรือวีดีโอคลิป ที่ตนเองได้ไปเที่ยวมาได้่

 ที่มา :http://keng.com/2008/08/09/what-is-social-networking/

เทคโนโลยีเว็บ 2.0 คืออะไร

posted on 24 May 2010 22:50 by achara-rs  in computer

เทคโนโลยีเว็บ 2.0 คืออะไรWeb 2.0 จริง ๆ แล้วก็คือการให้ความหมายของสิ่งที่เปลี่ยนไปของเทคโนโลยีเว็บไซต์ ซึ่งก็เหมือนกับที่สมัยก่อน เราเปลี่ยนจากทีวีขาวดำมาเป็นทีวีจอสี โดยกำหนดตัวเลขว่าเป็น generation ที่ 2 ของเว็บนั่นเอง สิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ Web 2.0 นั้นก็ เช่น AJAX, Blog, Feeds, Podcast, Socialnetworking ฯลฯ โดย Web 2.0 application จะคุณสมบัติดังต่อไปนี้ให้ความสำคัญกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์จะมีส่วนร่วมต่อเว็บไซต์มากขึ้นไม่ใช่แค่เข้ามาชมเว็บไซต์ที่เจ้าของเว็บจัดทำขึ้นเท่านั้น ผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถสร้าง content ของเว็บไซต์ขึ้นมาได้เองหรือสามารถ tag content ของเว็บไซต์ (คล้ายๆการกำหนด keyword ที่เกี่ยวข้องกับ content โดยผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นผู้กำหนดขึ้น) ตัวอย่างเช่น Digg, Flickr, Youtube , WikiWeb 2.0 application จะมีคุณสมบัติที่เรียกว่า RIA (Rich Internet Application) นั่นคือ Web 2.0application จะมี user interface ที่ดียิ่งขึ้น เช่น คุณสมบัติ drag & drop ซึ่งเราใช้กับใน desktopapplication ทั่วๆไปก็สามารถใช้ได้บนเว็บเช่นกัน โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการสร้าง RIA เช่น AJAX, Flash คุณสมบัติที่เรียกว่า mash-up ก็เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของ Web 2.0 application นั่นก็คือการ ที่เราสร้าง Web application ขึ้นมาสักตัวหนึ่ง แล้วเราสามารถเปิด service ของ Web application ให้คนอื่น ๆ สามารถมาใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ผมสร้าง Web application เกี่ยวกับระบบการซื้อขายสิ้นค้า online ขึ้นมาโดยผมสามารถ mash-up ระบบของผมเข้ากับ Google maps ได้อย่างง่ายดายเพื่อที่จะทำ Web application ของผมนั่นมีความสามารถในการ ซื้อขายสินค้า online แล้วยังสามารถคำนวณระยะทางและเวลาในการขนส่งสินค้าไปให้ลูกค้า รวมทั้งสามารถพิมพ์แผนที่เส้นทางได้ โดยที่ผมไม่ต้องสร้าง Application สำหรับสร้างแผนที่ขึ้นมาเองเลย โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องคือ Feeds, RSS, SOA, Web services

 เทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับ Web 2.0  AJAX ถือว่าเป็น เทคโนโลยีที่สำคัญมากๆ สำหรับ Web 2.0 application เลยทีเดียว โดยAJAX ใช้สำหรับการสร้าง user interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้นบนเว็บ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ AJAX นั้นสามารถทำงานบนทุก browser ไม่ว่าจะเป็น IE, Firefox, Opera หรือ Safari ก็ตาม ตัวอย่าง Web 2.0 application ที่นำ AJAX ไปใช้ก็เช่น Gmail, Google Docs & Spreadsheets,Google Calendar หรือ LetsProve VO XML, Web services ใช้ในการทำให้ Web 2.0 application สามารถ integrate functional ในการทำงานร่วมกันได้ง่ายยิ่งขึ้น application ที่เราคุ้นเคยก็เช่น เราสามารถติดตามตำแหน่งงานที่เราสนใจใน Jobsdb ได้โดย RSS feeds SaaS (Software as service) เป็น Model ใหม่สำหรับการใช้บริการ software โดยที่แต่ก่อนเราอาจจะต้องซื้อ software เป็น license แล้วนำมา install บนเครื่องเรา แล้วเมื่อถึงเวลาที่ผู้ผลิต update software เป็น version ใหม่เราก็ต้องไป download หรือซื้อ software ใน version ใหม่ และถ้าหากมีผู้ใช้ software เป็นจำนวนมาก ๆ ก็จะต้องเสียเวลาและเงินอย่างมากในการ update software แต่ละที ซึ่ง SaaS จะสามารถแก้ปัญหาในจุดนี้ได้โดยมอง software เป็นเหมือนบริการๆ หนึ่ง โดยผู้ใช้บริการเพียงแค่จ่ายเงินค่าบริการ แล้วก็สามารถใช้งาน software ผ่านทาง web browser ได้ทันที เมื่อมีการ update software ก็จะทำเองอัตโนมัติโดยผู้ผลิต SaaS มีข้อดีคือ ผู้ใช้จะสามารถวางแผนงบประมาณสำหรับการซื้อ software ได้มากยิ่งขึ้น (ไม่ใช่ว่าซื้อ software มาแล้วยังต้องจ่ายค่า support, fix bug ตามมาอีก) และใช้เวลาน้อยกว่าในการ update version software แต่ละครั้ง ตัวอย่าง SaaS เช่น Google, Salesforce, Zoho

สรุป Web 2.0 ก็คือการกำหนดสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปของเทคโนโลยีเว็บ ว่ามีอะไรบ้าง คล้าย ๆ กับการกำหนดยุคปัจจุบันของเว็บว่าอยู่ในยุคที่ 2 ของการพัฒนา โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญรวม ๆ เข้าด้วยกันนั่นเอง

ar-tee ครับ

posted on 20 Apr 2010 14:50 by achara-rs

เทอมนี้มีนักเรียนทั้งหมด 27 คน น่ารักมาก